หน้าเว็บ

01 ธันวาคม 2553

ตั้งก.ก.สอบวินัยร้ายแรงตำรวจบันนังสตาข่มขืนส.ต.ต.สาว

โฆษก สตช.เผย สภ.บันนังสตา ตั้งก.ก.สอบวินัยร้ายแรงตำรวจ เหตุข่มขืนส.ต.ต.สาว
พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึง ความคืบหน้ากรณีที่มีตำรวจหญิง สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ถูกเพื่อนตำรวจล่อลวงไปข่มขืนและทำร้ายร่างกาย ว่า ได้รับรายงานว่าล่าสุดสภ.บันนังสตา ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายตำรวจยศร.ต.อ.ซึ่งมีกำหนดกรอบระยะเวลา 5 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 3 ธ.ค. ส่วนส.ต.ต. 3 นาย ได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว เบื้องต้นกำลังเสนอความเห็นมายัง พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผบช.ศชต.คาดว่า 1-2 วันจะเสร็จสิ้น 
 
สำหรับมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1212/2537 ซึ่งให้ผู้บังคับบัญชาดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าคำสั่งดังกล่าวก็เพียงพอ แต่บางครั้งผู้บังคับบัญชาไม่ได้อยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งวัน กรณีนี้จึงเป็นเรื่องยากในการดูแล กรณีนี้ถือเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเกิดนอกเวลาราชการ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว มาตรการทางวินัยก็ต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ได้กำชับว่าหากพบว่ามีการกระทำผิดจริงก็ให้ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด  

28 พฤศจิกายน 2553

เมื่อ "ทหาร" เสนอเจรจาแกนนำป่วนใต้!

หมวกเหล็ก" เป็นนามปากกาของ "นายทหาร" ระดับรองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจเลข 2 ตัวที่เคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเขียนบทความชิ้นนี้จากประสบการณ์ตรงและสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นมา กลั่นเป็นแนวทางดับไฟใต้ในความคิดของเขา ซึ่งแน่นอนว่าหากอยู่ในสายการบังคับบัญชา เขาไม่มีสิทธิ์เสนอความเห็นเช่นนี้...แต่นี่คือความรู้สึกจริงๆ ของทหารคนหนึ่งที่สมควรรับฟัง
“นี่เป็นบทความแรกที่ผมลองเขียนดูจากความรู้สึกนึกคิดที่พอจะเรียบเรียง ออกมาได้ หลายๆ คนอาจมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ทว่าตั้งแต่ผมจำความได้ สมัยเด็กๆ ไม่รู้เป็นอะไร ชอบดูรายการการกุศลร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ทางโทรทัศน์

ต้องบอกกันก่อนว่าในสมัยที่ผมยังเด็กอยู่นั้น เป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ดังนั้นปัญหาตามแนวชายแดนจึงมีอยู่หลายจุดหลายพื้นที่ ภาพข่าวทางทีวีเกี่ยวกับรายการการกุศลส่งน้ำใจจาก "แนวหลัง" ไป "แนวหน้า" จึงมีเยอะมาก

จากข่าวสารบ้านเมืองในสมัยนั้น ทำให้คนไทยได้เห็นภาพทหารแขนขาด ขาขาด หรือทุพพลภาพจนชินตา ผมรู้สึกสงสารพวกเขาเหล่านั้นมาก ดูรายการแนวนี้ทีไรน้ำตามันไหลออกมาทุกที ผมรักทหารมากโดยไม่รู้อนาคตเลยว่าในที่สุดตัวเองก็ต้องมารับใช้ชาติด้วยการ เป็น "ทหาร"

ประสบการณ์หนึ่งที่อยากนำมาบอกเล่ากันก็คือ ประสบการณ์การปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเคยได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นี้เหมือนกับทหารอีกหลายๆ คน อยากบอกความรู้สึกกับทุกคนว่าครั้งแรกที่ลงไปก็กลัวเหมือนกัน เพราะไม่เคยเยี่ยมกรายไปแถวนั้นเลย แถมสถานการณ์ยังเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นทุกวัน ทั้งยิงทั้งระเบิด แต่มีคำพูดหนึ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจผมและคิดว่าทหารทุกคนก็เป็นเหมือนกันคือ "เราเป็นทหาร เป็นข้าของแผ่นดิน เราต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน" นี่แหละคือแรงขับดันอันสำคัญที่ทำให้ทหารทุกนายพร้อมลงไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ และความรักในสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ในระยะแรกที่ไปปฏิบัติงานอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ผมระลึกอยู่ในใจเสมอและเน้นย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดเวลาก็คือ ต้องไม่ทำอะไรที่ไปสร้างเงื่อนไขให้ปัญหาที่มีอยู่ลุกลามไปมากกว่าเดิม เช่น ห้ามไปมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงมุสลิม อย่าพยายามปิดกั้นความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งสองศาสนา หรือไปรีบสรุปว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก เป็นต้น

สำหรับความปลอดภัยของตัวเองนั้น เราต้องท่องเอาไว้ในใจเสมอว่า เราจะต้องไม่ประมาทแม้วินาทีเดียว มิฉะนั้นเราอาจไม่มีชีวิตกลับบ้านอีกเลย

ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ผมขอเปรียบเทียบเหมือนกับ "ลูกโป่ง" ใน ลูกโป่งลูกกลมๆ มีสังคมซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาอาศัยอยู่ ลูกโป่งจะแตกหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ในลูกโป่งเอง พูดกันตรงๆ ก็คือถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในลูกโป่งไม่คอยเอาเข็มทิ่มแทง ไม่จุดไฟเพิ่มแก๊สในลูกโป่ง อย่างไรเสียลูกโป่งก็ไม่ระเบิด

ฉะนั้นถ้าทุกคนช่วยกัน อย่ามาอ้างเลยว่าเป็นปัญหาทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เราลองคิดดีๆ เวลาเราเป็นลูกบ้านของใคร ถ้าเขาดูแลเราดี ทำให้เราอยู่ดีกินดีมีสุข เราจะไปก่อกวนสร้างปัญหาให้เขาหรือไม่ ปัจจุบันที่ลูกโป่งมันแตกโพละออกมา ก็เพราะว่าสังคมและสภาวะแวดล้อมภายในมันไม่น่าอยู่ คนข้างในถูกผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเอาเปรียบ ดูแลด้านสวัสดิการไม่ดี แต่ผู้ปกครองเองกลับอ้วนพี อย่างนี้ย่อมหนีไม่พ้นที่ลูกโป่งต้องระเบิดจนได้

และวันนี้มันก็ถึงจุดนั้นแล้วจริงๆ สุดท้ายแม้เราจะอยากชื่นชมลูกโป่งใบนั้นอีกเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่สามารถเป่าให้กลับมาเหมือนเดิมได้อีกอย่างแน่นอน

สิ่งที่เราต้องกระทำต่อไปก็คือ "สร้างลูกโป่งใบใหม่"ให้เป็นลูกโป่งที่น่าอยู่ เปรียบเสมือนกับเราสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ บุคลากรทุกภาคส่วนมีประสิทธิภาพ เมื่อสังคมมันน่าอยู่ ใครล่ะจะไม่มาอยู่

แต่การจะทำเช่นนั้นได้ต้องวางแผนระยะยาว ต้องรีเอ็นจิเนียริ่ง (ยกเครื่อง) ใหม่ทั้งหมด ต้องส่งเสริมให้ได้คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง ดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เด็กๆ จะปล่อยให้ไร้การศึกษาไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการศึกษาที่สอดคล้องกับ วิถีของท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับในภาพรวมของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ผมขอเสนอว่า ถ้าอยากให้ปัญหาจบเร็วต้องคุยกับหัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการ ทุกวันนี้เรามัวแต่กลัว เพราะคิดว่าเรามีศักดิ์ศรีมากกว่า ฝ่ายนั้นเป็นพวกโจรกระจอก ผมว่าเราตีค่าเขาต่ำเกินไป ศักยภาพในปัจจุบันเขามีมาก และปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน มีเป้าหมายชัด แต่ฝ่ายความมั่นคงบ้านเรามักคิดว่า หากเปิดการเจรจา เท่ากับเรากำลังจะแพ้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะทุกความขัดแย้งบนโลกนี้ จบลงที่โต๊ะเจรจาทั้งนั้น

ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน เราละลายงบประมาณของชาติไปมากแล้ว การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปอุดรูรั่วในระยะสั้นอาจพอช่วยได้ แต่ในระยะยาวไม่มีทาง นอกจากจะเดินตามแผนแม่บท (Roadmap) ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นให้เกิดผลอย่างเป็นระบบดังที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น คือต้องสร้างคน สร้างงาน และสร้างสังคมใหม่

ที่สำคัญคือใช้ "ใจ" แก้ปัญหา ไม่ใช่อาวุธ!

ข่าวเด่นวันนี้

การเมือง

เศรษฐกิจ

ต่างประเทศ

ข่าวกีฬา

ลิเวอร์พูล

อาร์เซนอล

บทความ