ขณะวิกฤติความรุนแรงจะยังไม่หยุด แต่ก็ถึงเวลาเสียทีที่เราควรจะก้าวข้ามพ้นเสียจากการยั่วยุให้คนออกไปตายหรือกระตุ้นให้เกิดการปูพรมกวาดล้างต่อไป เลือดมิอาจล้างด้วยเลือดเพราะเป็นเลือดเนื้อของคนในชาติเดียวกัน สิ่งที่รอเราอยู่หลังทะเลเพลิงและจำนวนศพในวันนี้ คือคำถามว่าเราจะหยุดยั้งวิกฤติประเทศไทยที่ทำนายล่วงหน้าได้ว่ามันจะยังส่งผลต่อเนื่องสู่อนาคตอีกยาวนาน เพราะความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของเรายังอยู่ ทั้งยังจะผูกปมแน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ปีหน้าไม่ใช่รัฐบาลอำมาตย์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ครองอำนาจ ผู้เขียนก็ไม่เชื่อว่าฟ้าจะสีทองผ่องอำไพเมื่อได้รัฐบาลของไพร่ขึ้นมาบริหารประเทศ
หากเอาฉากความรุนแรงครั้งนี้มาเป็นผลลัพธ์ หลายคนเชื่อว่าโจทย์ของมันคือการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49 แต่ผู้เขียนขอใช้ทัศนะที่อาจประกอบด้วยปัญญาอันน้อยนิดว่า ผลลัพธ์เป็นจำนวนศพและทะเลเพลิงกลางเมืองกรุง มันมีโจทย์สืบต่อเนื่องมาตั้งแต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (?) บางครั้งคราวก็ปรากฏคำตอบออกมาเป็นระยะ แต่เราไม่จำจดมาเป็นบทเรียน ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 หรือ 16 ตุลาคม 2519 ประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่ปรากฏคำตอบคือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
ผู้เขียนไม่ใช่นักประชาธิปไตย ทั้งยังไม่มีอคติกับทหารเป็นการส่วนตัว (ซึ่งผู้เขียนทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มองเห็นจำนวนทหารมากกว่าเงาตนเองในกระจก) แต่ก็พอจะมองเห็นว่า สิ่งที่คอยฉุดรั้งให้ระบอบประชาธิปไตยของชาติไทยเราเดินทางอย่างเชื่องช้าต้วมเตี้ยมเป็นเต่า ทั้งยังปรากฏผลลัพธ์ที่รุนแรงอยู่บ่อยครั้ง คือการเกาะเกี่ยวอย่างยุ่งเหยิงและซับซ้อนของสถาบันทหารและการเมือง
หากย้อนบทเรียนเรื่องประชาธิปไตยกลับไป แม้เพียงถูกสั่งท่องจำชื่อนายกรัฐมนตรี เราก็รู้ว่า เรามีนายกรัฐมนตรีเพียงไม่กี่คนที่เป็นพลเรือนของแท้ ส่วนหนึ่งเป็นพลเรือนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลพระราชทานหลังเราดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาแก้วิกฤติการเมือง อีกส่วนหนึ่งเป็นพลเรือนที่เป็นเพียงหุ่นเชิดของทหาร แต่ส่วนใหญ่นั้น นายกรัฐมนตรีของเราติดยศ ‘จอมพล’ และ ‘พลเอก’ นำหน้า
หลายยุคหลายสมัยที่เคยปรากฏเป็นบทเรียนว่า รัฐบาลที่มีทหารตำรงตำแหน่งเป็นผู้นำรัฐบาลขัดแย้งกับฝ่ายค้านที่เป็นพลเรือน การเลือกตั้งครั้งต่อมาเราก็มักได้รัฐบาลทหารกลับมาอีกครั้ง แม้ว่าบางครั้งการปฏิวัติรัฐประหารก็ยังเกิดขึ้นระหว่างทหารที่คุมเหล่าทัพและทหารที่เป็นรัฐบาล
ทหารแทบทุกนายที่เคยเป็นผู้นำรัฐบาลประเทศของเรา มักจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เราก็รู้เท่าทันว่า พวกเขาเหล่านั้นยังปรากฏบารมีแผ่ซ่านอยู่ในกองทัพ และมีอำนาจอิทธิพลล้นฟ้าด้วยผู้นำ 3 เหล่าทัพหนุนหลัง แต่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ก็ชื่นชมชอบว่าเขาช่างเป็นนายกฯ ที่มากบารมี น่าจะสามารถพัฒนาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบได้
ในยุคที่ผู้นำของเราติดยศพลเอกและมากบารมี นักการเมืองที่เป็นพลเรือนจำนวนไม่น้อยก็เรียนรู้ว่าหากต้องการมีอำนาจอย่างล้นพ้นต้องดึงทหารเข้ามาเป็นพวก นักการเมืองบางส่วนจึงเข้าไปสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทหารบางกลุ่ม ยิ่งหากยุคสสมัยใดที่นายกฯ พลเรือนของเราได้เข้าไปมีอำนาจ หากยังไม่มีทหารเข้ามาหนุนก็ต้องรีบวิ่งเข้าหา เพราะจะได้ครองอำนาจไว้นานๆ วัฒนธรรมของการสมประโยชน์ระหว่างนักการเมืองกับทหารจึงเริ่มเกิดขึ้น และยุคนี้นี่เองที่เราเริ่มชินกับศัพท์ฮิตคือ ทส.(แปลว่า นายทหารคนสนิท)
จากยุคนักการเมืองเป็นลูกไล่ของทหาร ก็กลับกลายเป็นนักการเมืองคือตัวงบประมาณ ทหารคือตัวค้ำเก้าอี้!
มาในยุคที่นักการเมืองอาชีพเริ่มหลบหลีกทางให้นักธุรกิจที่สนใจการเมือง นักธุรกิจเหล่านี้ก็ยังวิ่งเข้าหาทหาร ทหารได้เงินนักธุรกิจได้อำนาจ หากผู้นำรัฐบาลคือนักธุรกิจที่ชนะการเลือกตั้ง นอกจากจะสามารถเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายธุรกิจของตนเอง ก็ยังแผ่ซ่านไปยังทหาร เราจึงได้ทหารที่หนุนนักธุรกิจให้เป็นนักการเมือง
เป็นยุคที่ทหารยศนายพลเข้าไปมีตำแหน่งรัฐมนตรีมากที่สุดยุคหนึ่ง ทั้งเข้าไปเป็นที่ปรึกษาองค์กรธุรกิจมากที่สุดยุคหนึ่งเช่นกัน แต่วันใดที่ทหารและนักการเมืองขัดแย้งกัน เราก็จะได้รัฐประหารเป็นของขวัญ
นักการเมืองกับทหารรู้เท่าทันกัน เพราะฝั่งหนึ่งมีอำนาจทางการเมือง ส่วนอีกฝั่งมีอำนาจเพราะปากกระบอกปืน
รัฐประหารเมื่อ 19 กันยา จึงเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ของการที่เราปล่อยให้ทหารเข้ามาใกล้ชิดกับสถาบันการเมือง การที่เราออกมาต่อต้าน มันจึงเป็นเพียงการเอาไม้กวาดมากวาดขยะกลางพายุใหญ่ ไม่มีวันที่เราจะแก้ที่รากเหง้าของมัน คือวัฒนธรรมของการสมประโยชน์กันระหว่างนักการเมืองและทหาร
ตราบใดที่นักการเมืองของเราอ่อนแอ เมื่อนั้นทหารก็จะเข้ามามีอิทธิพลเหนือการเมืองไทย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคเพื่อไทยมีเหล่าทหารจำนวนมากตบเท้าเข้าสมัครสมาชิกพรรคก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ แต่ส่วนหนึ่งก็ทำให้เราเห็นว่า พรรคเพื่อไทยเองก็ยอมรับว่าสถาบันทหารสำคัญ อย่างน้อยที่สุดการมียศนายพลจำนวนมากอยู่ในพรรคก็สามารถคานอำนาจในลักษณะ ‘เกรงใจกันบ้าง’ จากกองทัพและฝ่ายรัฐบาล (ซึ่งก็มีรัฐมนตรีกลาโหมเป็นนายพลเก่ามากบารมี) หรือถ้ามองอย่างเลวร้าย การมีทหารเหล่านี้ก็พอมี ‘ของ’ ให้คนเสื้อแดงพออุ่นใจบ้างว่ามีทหารมาหนุนหลังเช่นเดียวกัน
การยอมให้ทหารเข้ามาเป็นกลไกหนึ่งของการเมือง(ซึ่งก็ต้องมองเป็นกลไก หากเราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น) ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่ามันคือวัฒนธรรมทางการเมืองประเภทหนึ่งหรือไม่ เช่น เวลาเราอ้างว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ เราก็ยกตัวอย่างเรื่องบทบาททหารกับสถาบันการเมืองไทย แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่เคยเชื่อว่าการเกาะเกี่ยวในลักษณะการสมประโยชน์เช่นนี้ คือหนทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้จริงๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยเชื่อเช่นเดียวกันว่า ประเทศไทยเราเคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงและบริสุทธิ์พอให้น่าปกป้อง แม้ว่าเราจะผ่านระบอบการเลือกตั้งมากี่ยุคกี่สมัยก็ตาม
อาจพูดได้ว่าเราอยู่ในรัฐทหารอย่างสมบูรณ์โดยแท้ เพราะเราให้ความสำคัญกับทหารและกองทัพอย่างมาก เรารู้จักผู้นำเหล่าทัพและทหารที่มีอิทธิพลมากกว่ารัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล เพราะรัฐทหารนั้น ไม่จำเป็นต้องปกครองโดยทหาร แต่ถ้าทหารมีอิทธิพลเหนือการเมืองเช่นนี้ เราก็ควรเรียกว่ารัฐทหารมิใช่หรือ
เมื่อประเทศไทยคือรัฐที่ทหารมีอิทธิพลสูง นักการเมืองอ่อนแอ และสมยอมให้กับระบอบอุปถัมภ์ระหว่างการเมืองและทหาร แล้วเราจะหลีกเลี่ยงจากการรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่คอยฉุดรั้งมิให้ประชาธิปไตยของเราพัฒนาไปสู่ความบริสุทธิ์แท้ได้อย่างไร
ฝ่ายที่เรียกตนเองว่าไพร่และพยายามจุดประเด็นเพื่อล้มล้างอำมาตย์(ซึ่งหากมองให้ทะลุก็จะพบนิยามที่เกี่ยวข้องกับทหารเช่นเดียวกัน) ทั้งที่ความจริงเราทุกคนต่างก็มีอำมาตย์สิงอยู่ในตัวกันทั้งสิ้น
ตราบใดที่เรายอมรับว่าทหารมีความสำคัญกับการเมือง เราปล่อยให้นายพลบ้าอำนาจชอบโชว์บารมีเดินเพ่นพ่านอยู่ในวงการเมือง ทุกพรรคยังยอมสยบให้กับทหารอาวุโสที่มี ‘น้องๆ’ สืบทอดตำแหน่งในกองทัพ ตราบนั้นเราก็ยังเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์อยู่วันยันค่ำ และเงื่อนไขของการทำ ‘รัฐประหาร’ ก็ยังเปิดกว้างเสมอ
แต่หากเราใช้ประสบการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียนและร่วมด้วยช่วยกันตัดสินใจว่าเราจะไม่เลือกพรรคการเมืองที่ดึงทหารเข้ามาเพ่นพ่าน ไม่เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทหารในลักษณะการเอาใจหรือสมยอม ไม่เลือกนักการเมืองที่อ่อนแอและมีสายสัมพันธ์กับกองทัพ ไม่เลือกนักการเมืองบ้าอำนาจและไร้จุดยืนทางการเมือง เราช่วยกันเขี่ยทหารเกษียณอายุแต่ยังอยากมีอำนาจทางการเมืองออกไป เราเปิดรับแต่ทหารที่ถอดยศและอดีตอันยิ่งใหญ่ของตนเองก่อนเข้ามาสู่วงการเมือง ซึ่งเราสามารถตรวจสอบวิสัยทัศน์และความแน่วแน่กับระบอบประชาธิปไตยกันได้ไม่ยาก
สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มแข็ง เพื่อช่วยสร้างเกราะภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้แก่ประชาชน กลไกระบบตรวจสอบทั้งนอกและในสภาทำงานของตนเองอย่างซื่อสัตย์(และไม่มีการแทรกแซง)
เมื่อนั้นเราก็จะได้แต่รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย จะล้มจะลุกมันก็คือรัฐบาลที่ไม่มีการอุ้มสมจากคนที่ถืออาวุธอย่าข้างหลัง เราจะไม่มีไพร่ไม่มีอำมาตย์ อีกต่อไป และที่สำคัญ เงื่อนไขที่จะเกิดการรัฐประหารจะหมดไป
การต่อต้านรัฐประหารที่พัฒนามาเป็นการก่อจลาจลล้มล้างรัฐบาลก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นนี้ ทหารจะไม่กล้าออกมาฆ่าประชาชน ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะได้ไม่ต้องสังเวยชีวิตเพื่อนักการเมืองหรืออดีตนักการเมืองที่เคยสมประโยชน์กับทหารมาก่อน และทุกปัญหาในประเทศนี้จะถูกแก้ไขด้วยกลไกทางการเมือง ไม่ใช่ปลายกระบอกปืน
ช่วยกันเอาทหารออกไปจากการเมืองเถอะครับ!! ประเทศเราจะได้มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียที...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น