ศูนย์ทนายมุสลิมยก 5 เหตุผล ยื่นนายกฯ ขอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำนักเลขาสภาผู้แทนรับเรื่อง พร้อมแจ้งประธานสภา-วิปรัฐบาล-ฝ่ายค้าน
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งหนังสือ ถึงนายกิจจา อาลีอิสเฮาะ เลขานุการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม หนังสือเลขที่ สผ 0001/1094 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2554 แจ้งว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้นำความในจดหมายเปิดผนึกถึงประธานสภาผู้ แทนราษฎร เพื่อขอให้องค์กรซึ่งมีอำนาจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ได้มีการทบทวนการประกาศขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ในครั้งที่ 26 และได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางการกำหนดนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายไป ทางการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามหลักการใช้กฎหมายโดยยึดหลักนิติกรรมและ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพื่อทราบแล้ว
หนังสือดังกล่าว ระบุด้วยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยังได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการประสาน งาน(วิป)สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปแล้ว
หนังสือดังกล่าว ยังระบุชื่อเจ้าของเรื่อง ชื่อนางสาวเรณุมาศ รักษาแก้ว นิติกรปฏิบัติการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ก่อนนี้ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ส่งจดหมายเปิดผนึก เรื่อง ขอให้พิจารณาการประกาศให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้อยู่ใน พื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉินประเภทร้ายแรง ครั้งที่ 26 ถึงนายกรัฐมนตรี พร้อมส่งสำเนาถึง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
เนื้อหาในจดหมายผนึกฉบับนี้ ระบุสรุปว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2554 มีเหตุรุนแรงในจังหวัดชยแดนภาคใต้ทั้งสิ้น 12,167 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 4,771 ราย เป็นตำรวจ 274 นาย ทหาร 331 นาย ประชาชน 4,166 ราย บาดเจ็บรวม 8,512 คน แสดงว่ายังมีเหตุรุนแรงอยู่เรื่อยมา แม้มีการบังคับใช้พระราชการกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพจากเจ้าหน้าที่ รัฐ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จึงขอให้รัฐบาลทบทวนการขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลาในครั้งต่อไป โดยมีเหตุผลและข้อเสนอแนะดังนี้
1.ประเทศไทยยังไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความ ร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อเลขาธิการสหประชาชาติ ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนภายใต้กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ของสหประชาชาติที่ไทยเป็นประเทศภาคี ได้ทำข้อเสนอแนะมาตั้งแต่ปี 2548
2.ให้ปรับปรุงระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคลโดย เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม ไม่ว่าการนำตัวบุคคลมาศาล ให้ญาติและทนายความเข้าเยี่ยมได้ ให้มีการตรวจร่างกายก่อนและหลังการควบคุมตัว เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน
3.ขอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายตุลาการสามารถมีบทบาทในการตรวจสอบการ กระทำของฝ่ายบริหารในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรงและให้ยกเลิกมาตรา 16 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ยกเว้นอำนาจของศาลปกครอง
4. แก้ไขกฎหมายโดยกำหนดให้เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและสถานการณ์ฉุก เฉินที่มีความร้ายแรง คณะรัฐมนตรีต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายใน 7 วัน เพื่อเปิดโอกาสฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ตรวจสอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ของฝ่ายบริหาร โดยผ่านการอภิปรายกันอย่างเปิดเผยภายใต้ระบบรัฐสภา
5.สถิติคดีที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบมากกว่า 8,000 คดี เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว 262 คดี พิพากษายกฟ้อง 119 คดี คิดเป็นร้อยละ 45.42 ของคดีที่พิพากษาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ามีบุคคลที่ถูกควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถูกดำเนินการคดีอาญาต่อเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าศาลพิพากษายกฟ้องในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับการลงโทษผู้กระทำ ความผิด เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ สะท้อนให้เห็นขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายที่อาจไร้ประสิทธิภาพ และขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้ควบคุมตัวบุคคลเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ จึงขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนการประกาศขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรงในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลาในครั้งต่อไป
จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ลงนามโดยนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนายกิจจา อาลีอิสเฮาะ เลขานุการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม
_:- prachatai.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น